แหล่งเรียนรู้บ้านดอนแก้ว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน

ประวัติและความเป็นมา

จากคำบอกเล่าและประมวลจากเอกสารทางวิชาการบางส่วนกล่าวว่าในราวประมาณ พระเจ้าประดุง  กษัตริย์พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมี

พระยากาวิละ  เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ไว้ทั้งสี่ด้านพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทราบข่าวศึก  จึงส่งกองทัพไปช่วยทำให้กองทัพพม่าที่ล้อมเมืองเชียงใหม่แตกพ่ายหนีไปซ่อมสุมกำลังอยู่ในเมืองเชียงแสน

ในปีต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2346  กองทัพไทยจึงยกทัพไปล้อมกองทัพพม่าที่เมืองเชียงแสนคำ  ขณะเดียวกันกองทัพจากเมืองลำปาง  เมืองน่าน  เมืองเชียงใหม่ และกองทัพเมืองเวียงจันทร์ก็ยกกองทัพมารีเมืองเชียงแสนด้วยกันรวมห้ากองทัพ  กองทัพทั้งห้าล้อมเมืองเชียงแสนอยู่เป็นเวลานาน  จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2347  ราษฎรไทยในเมืองเชียงแสนขาดเสบียงอาหาร  ผู้คนอดอยากต้องฆ่าช้าง  ม้า  วัว  ควายกินเกือบหมดสิ้น  ราษฎรไทยจึงพากันเปิดประตูเมืองรับกองทัพไทย  ทหารไทยฆ่าฟันพม่าแตกหนีออกจากเมืองเชียงแสนไปจนหมดสิ้น  ทหารไทย  ได้รื้อกำแพงเมืองเผาบ้านเรือนเพื่อมิให้เป็นที่อยู่อาศัยและซ่อมสุมกำลังของพวกพม่าได้ต่อไป  จากนั้นได้อพยพครัวเรือนของชาวเชียงแสนโดยจัดแบ่งออกเป็นห้าส่วนโดยแบ่งให้ไปกับกองทัพเมืองเชียงใหม่  เมืองน่าน  เมืองลำปาง  เมืองเวียงจันทร์  และกองทัพเมืองหลวง  กองทัพละหนึ่งส่วน   ดังนั้นชาวเชียงแสนจึงต้องเดินทางอพยพครอบครัวไปอยู่ตามเมืองดังกล่าว

สันนิษฐานว่าครอบครัวชาวเชียงแสน หรือชาวไท– ยวน  ที่ติดตามกองทัพเมืองน่านมานั้น  เมื่อเห็นสถานที่ลุ่มแม่น้ำน่านส่วนไหนที่เหมาะสมก็จะลงหลักปักฐานตั้งบ้านเรือนเป็นแห่งไป  เช่น   บ้านดอนแก้ว  ตำบลป่าคา  อำเภอท่าวังผา   บ้านดอนแท่น  อำเภอเชียงกลาง   บ้านผาขวาง  ตำบลบ่อ  อำเภอเมืองน่าน  บ้านสวนตาล

อำเภอเมืองน่าน  บ้านน้ำครกใหม่  ตำบลกองควาย  อำเภอเมืองน่าน  ฯลฯ   หมู่บ้านดังกล่าวนี้จะใช้ภาษาพูดเป็นภาษาไท-ยวนเชียงแสน เช่นเดียวกัน  สำหรับบ้านสวนตาล  ซึ่งอยู่ในอำเภอเมืองน่านในปัจจุบันนี้ไม่พูดภาษาไท-ยวนเชียงแสน   เพราะถูกภาษาเมืองน่านกลืนไปจนหมดสิ้นจากคำบอกเล่าจากพ่ออักษร  อินต๊ะวิน   ผู้อาวุโสบ้านดอนแก้ว เล่าว่า             ได้รับคำบอกเล่าจากพระครูบาอภิวงศ์   อภิวังโส (ครูบาพร้อย)  เจ้าอาวาสวัดดอนแก้ว (พ.ศ. 2470)  เล่าว่า เมื่อขบวนอพยพมาถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน  ตรงที่อยู่ของบ้านดอนแก้วปัจจุบัน  เห็นบริเวณพื้นที่ตรงนี้กว้างขวางเหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือนได้  จึงกำหนดจัดตั้งบ้านเรือนขึ้น  ประกอบกับระหว่างการเดินทางมีแมวตัวหนึ่งชื่อ  “แมวพร้อย”  เป็นแมวที่สามารถนำทางและให้โชคลาภ  ให้การช่วยเหลือนำโชคมาให้อยู่เนือง ๆ  จะคอยวิ่งวนเวียนขีดข่วนพื้นดินบริเวณนี้เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า  ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนี้จะดีเหมาะสมทั้งระหว่างทางและที่อยู่ใหม่  ในตอนกลางคืนเมื่อมีโจรผู้ร้ายมารบกวน   แมวตัวนี้จะกระโจนขีดข่วนทำร้ายโจรผู้ร้าย  จนต้องหนีไปหลายครั้ง  ทำให้ชาวบ้านเกิดความปลอดภัยเพราะแมวดังกล่าว  ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือเป็นแมวนำโชค  เมื่อมีการตั้งชื่อหมู่บ้าน  จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อแมวว่า  “บ้านพร้อย”   เมื่อแมวตัวนี้ตายลง  ชาวบ้านก็ช่วยกันจัดทำศพให้แมวให้เหมาะสม  แล้วนำไปฝังไว้ใต้ต้นไม้  ซึ่งอยู่บริเวณหน้าวัดดอนแก้ว   ปัจจุบันนี้ต้นไม้ดังกล่าวได้แห้งตายไปแล้ว  เวลาต่อมา  ครูบาพร้อย  ฝันว่า  มีลูกแก้วใสมีแสงสว่างลอยมาจากนภากาศ  แล้วลงมาในกุฏิวัดพร้อย  เมื่อท่านตื่นขึ้นมาก็มีแก้วดังกล่าวจริง  จึงได้ใช้ผ้าขาวห่อลูกแก้วนี้ไว้และเพื่อให้เป็นศิริมงคลแก่หมู่บ้าน  จึงได้เปลี่ยนชื่อจากบ้านพร้อย  เป็น “บ้านดอนแก้ว”  ตามชื่อลูกแก้วนี้ภายหลังลูกแก้วดังกล่าวได้กลับหายไป  และในตอนกลางคืนจะมีผู้เห็นลูกแก้วดังกล่าวลอยวนเวียนที่วัดนี้เสมอ ชาวบ้านจึงได้ใช้ชื่อ  “บ้านดอนแก้ว”  มาจนถึงปัจจุบัน

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s