นาฏยศัพท์

 

  นาฏยศัพท์เบื้องต้น

นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์ คือ กลุ่มคำที่ใช้เรียกวิธีปฏิบัติท่าทางของนาฏศิลป์ ถูกต้องตามแบบแผนจึงจะเกิดความสวย  การร่ายรำนับว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่กับมนุษย์  ซึ่งแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ  วัฒนธรรมประเพณี การดัดแปลงมาจากท่าทางการเคลื่อนไหวของคน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติโดยให้สัมพันธ์กับจังหวะ และบทเพลงได้อย่างกลมกลืน

“นาฏยศัพท์” ที่ควรรู้จัก

จีบ ใช้นิ้วหัวแม่มือ จรดข้อสุดท้ายของนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดออกตึง คล้ายรูปพัด เวลาจีบต้องหักข้อมือ  เข้าลำแขนเสมอ

 

                         

 

 

 

 

 

   จีบหงาย ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือขึ้น        จีบคว่ำ  ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือ

ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นด้านบน ข้อมือลง ให้              คว่ำ ให้ปลายนิ้วชี้ลงพื้น

 

 

 

 

 

 

                    

 

 

 

 

 

 

 

 

  

           จีบปรกหน้า   หันจีบเข้าหาหน้าผาก ทั้งแขนและมือชูอยู่ข้างหน้า ยกลำแขน

ส่วนบนเล็กน้อย  ระดับของจีบตัวนางและตัวพระจะต่างกัน

                   

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จีบปรกข้าง    คล้ายๆจีบปรกหน้า แต่ลำแขนอยู่ข้างๆ หันจีบเข้าหา ศีรษะ

 

 

 

 

 

                                 

 

 

 

 

                    จีบหลัง    ส่งจีบไปข้างหลังโดยให้ลำแขนตึงและหงายจีบขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การตั้งวง

“ตั้งวง” คือ การยกแขนให้ได้ส่วนโค้ง โดยตั้งข้อมือทั้งสอง 5 นิ้ว แต่หักนิ้วหัวแม่มือ เข้าฝ่ามือเล็กน้อย ข้อมือต้องหักเข้าหาลำแขนเสมอ การตั้งวง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ วงบน วงหน้า วงกลาง วงล่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           วงบน   (นาง) ปลายนิ้วอยู่ระดับหางคิ้ว (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับแง่ศีรษะ

           

 

 

 

 

 

 

 

 

วงกลาง  (นาง) ปลายนิ้วสูงระดับไหล่  (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับเดียวกับตัวนางแต่

กันข้อศอกออก

 

 

 

                                                                                          

 

 

 

     

 

 

     วงล่าง   ให้ลดปลายนิ้วลงระดับชายพก  ตัวพระต้องกันศอกโค้งออกจากลำตัว

                                                                      

 

 

 

 

 

 

 

 

วงหน้า  (นาง)ลำแขนโค้งไปด้านหน้าปลายนิ้วอยู่ระดับปาก (พระ) ลำแขนโค้ง

ไปด้านหน้า ปลายนิ้วอยู่ ระดับแก้ม  กันศอกเล็กน้อย

 

 

 

 

 

                                                           

 

 

 

 

           การวางส้นเท้า  เป็นลักษณะของเท้าที่ยกพื้นเล็กน้อย แล้ววางด้วยส้นเท้าเบา ๆ

เชิดปลายเท้าขึ้น

 

            การยกเท้า  (ยกหน้า) ท่าสืบเนื่องจากการประเท้า  ยกเท้าหน้าจากพื้นเล็กน้อย

เชิดปลายเท้าขึ้น  หักข้อเท้าเข้าหาลำขา  สำหรับตัวพระต้องกันเข่าออกข้าง (โดย

ปฏิบัติท่าที่ 1  ต่อเนื่องไปท่าที่ 2)

                 ท่าที่ 1

 

 

 

 

 

 

                    ท่าที่ 2              

                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

      การก้าวเท้า  ในทางนาฏศิลป์ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ก้าวหน้า  ก้าวไขว้  และ

ก้าวข้าง

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ก้าวหน้า  การวางเท้าบนพื้นด้านหน้า  ให้ส้นเท้าที่วางอยู่ตรงหัวแม่เท้า ของเท้า

หลัง ระยะก้าวห่างกันประมาณคืบกว่าๆ      

 

 

 

 

 

 

     

   ก้าวไขว้  คล้ายก้าวหน้า แต่ไขว้ขาที่ก้าวมาทางเท้าที่ยืนมากๆ  และเปิดส้นเท้าหลัง

 

   

    

   

 

 

 

 

 

 

 ก้าวข้าง   การวางเท้าไปบนพื้นข้างๆ ส้นเท้าที่วางเหลื่อมจากหัวแม่เท้าที่ยืนห่าง

กัน ประมาณหนึ่งคืบ  สำหรับ (ตัวพระ)  ต้องกันเข่า  ส่วน (ตัวนาง) ต้องหลบเข้า

ด้านหลัง ไปข้างๆ

 

     กริยาเท้าที่ปฏิบัติท่าต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

       

      

 

      จรดเท้า  ใช้จมูกเท้าข้างใดข้างหนึ่งแตะเบาๆ  ไว้กับพื้นด้านหน้า ยกส้นเท้าขึ้นพ้น

พื้น พอประมาณ

 

 

 

 

 

 

      

 การสะดุดเท้า   เป็นท่าเชื่อมต่อจากการจรดเท้าที่แตะพื้น  เคลื่อนเท้าโดยเสือกจมูกเท้า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย  เท้าหลังยกส้นเท้าจากพื้นเล็กน้อย  ชะงักตัวแล้วรีบกลับให้  น้ำหนักอยู่เท้าหลัง

 

 

 

 

                               

 

                              

 

 

 

การกระทุ้งเท้า  ลักษณะของเท้าที่เท้าวางอยู่ด้านหลังยกเท้าพ้นพื้นเล็กน้อย แล้ว  กระแทกจมูกกับพื้นเบาๆ (ตัวพระ) ต้องกันเข่าออกข้างกระแทกจมูกเท้ากับพื้นเบาๆ

 

 

 

 

 

 

 

       

 

 

 

 

        การกระดกเท้า  สืบเนื่องมาจากการกระทุ้งเท้าวิธีกระดกเท้าย่อเข่าที่ยกไปข้างหลัง

มากๆ  กระดกส่วนน่องขึ้นหักข้อเท้าลง

บทที่ 3

ภาษาท่านาฏศิลป์

ภาษาท่านาฏศิลป์

            ภาษาท่านาฏศิลป์  เป็นการนำกิริยาท่าทางต่างๆ  ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  คำพูด กิริยาอาการ  อารมณ์ ความรู้สึก  มาปฏิบัติเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่มีความหมายแทนคำพูด ให้สอดคล้องกับจังหวะเพลงและการขับร้อง การฝึกปฏิบัติ การฝึกหัด

ภาษาท่าจะต้องฝึกให้ถูกต้องตามแบบแผนเพื่อจะได้สื่อความหมายได้ โดยตรง ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจความหมายที่ผู้แสดงต้องการสื่อความหมายมากขึ้น

           

ที่มาของภาษาท่า ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์  แบ่งออกเป็น 2  ประเภท

1. ภาษาท่าที่มาจากธรรมชาติ เป็นท่าทางที่ดัดแปลงมาจากท่าทางตามธรรมชาติของคนเรา แต่ปรับปรุงให้ดูสวยงามอ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น  โดยใช้ลักษณะการ ร่ายรำเบื้องต้นมาผสมผสาน  เช่น  ท่ายิ้ม  ท่าเรียก  ท่าปฏิเสธ  ท่าร้องไห้  ท่าดีใจ  ท่าเสียใจ

ท่าโกรธ

2. ภาษาท่าที่มาจากการประดิษฐ์โดยตรง เป็นท่าทางที่ประดิษฐ์ ขึ้นเพื่อให้เพียงพอใช้กับคำร้องหรือคำบรรยาย ที่จะต้องแสดงออกเป็นท่ารำ

ภาษาท่าเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้สื่อความหมายระหว่างผู้แสดงและผู้ชม ในการแสดงนาฏศิลป์ เพราะทำให้ผู้ชมทราบว่าผู้แสดงกำลังสื่ออะไร หรือกำลังมีอารมณ์อย่างไร

ภาษาท่าสามารถแบ่งได้เป็น  3  ลักษณะ คือ

๑.     ภาษาท่าที่ใช้แทนคำพูด

๒.   ภาษาท่าที่ใช้แทนกิริยาอาการต่างๆ

๓.    ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกภายใน

 

 

 

การปฏิบัติภาษาท่า

       1.  ท่าซึ่งใช้แทนคำพูด

ท่าซึ่งใช้แทนคำพูด  ใช้เมื่อกล่าวถึงตนเองและผู้อื่น เช่น  ฉัน  เธอ  ท่าน  หรือแสดงท่าทาง เพื่อสื่อความหมายแทนคำพูดเช่น  การเรียกให้มา   บอกให้ไป เป็นต้น

        

 

   ท่ารำ  “ฉัน”   จากมือที่ชี้ เข้าอกเปลี่ยนมือที่ชี้เป็นจีบเข้าอกแทน มือที่เหลืออาจ

เท้าสะเอว หรือ จีบหลังก็ได้ สำหรับท่านี้  เป็นท่าที่กำหนดตายตัว ต้องใช้มือซ้าย

จีบเข้าอก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           ท่ารำ  “เธอ” ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งชี้โดยตั้งมือ นิ้วที่เหลือรวบกันไว้ที่ฝ่ามือ

ส่วนมืออีกข้าง ให้เท้าสะเอวหรือจีบหลัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        

          ท่ารำ“ท่าน” เมื่อกล่าวถึงผู้ที่เคารพ อาจพนมมือไว้ข้างศีรษะหรือใช้เพียงมือ

ข้างเดียวแบตะแคง ข้าง (ไว้มือ)  ยื่นไปข้างหน้าระดับศีรษะ

                           

          

 

 

 

 

 

 

 

   ท่ารำ  “เรียกเข้ามา” ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างกวัก โดยการแบมือคว่ำ

   ฝ่ามือกรีดนิ้ว ตึง  ค่อยกดฝ่ามือแล้วดึงเข้าหาตัว  มืออีกข้างหนึ่งเท้าสะเอวหรือจีบ

หลังก็ได้

  

          

 

 

 

 

 

     ท่ารำ  “ให้ไป” จีบระดับอก แล้วโบกมือออกไปตั้งวงบน มือที่เหลือเท้าสะเอวหรือ

จีบส่งหลัง

 

    2. ท่าซึ่งเป็นอิริยาบถและกิริยาอาการ

ใช้แสดงเพื่อเลียนแบบกิริยาอาการของมนุษย์ สัตว์  เช่น เดิน นั่ง  ยืน  ไหว้ เป็นต้น

                                     

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 “ท่ารำ ยืน” ตัวนางยืนเหลื่อมเท้า มือที่เหลือจีบหงายที่ชายพก ส่วนตัวพระจะยืนแตะเท้า ทอดแขนข้างเดียวกับเท้าที่เหลื่อม แบมือคว่ำวางที่หน้าขา

    

         

 

 

 

 

“ท่ารำ นั่ง” นั่งพับเพียบขาขวาทับขาซ้าย ตัวพระวางมือขวา ที่ต้นขาขวา มือซ้ายวาง ที่เข่าซ้าย ส่วนตัวนางวางมือเรียงที่หน้าขาขวา กรีดปลายนิ้วออกให้สวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

 

     “ท่ารำ เดิน” (พระ) ให้กรีดกรายด้วยการจีบ และปล่อยเป็นแบมือตั้งวง มือที่ยื่น

ข้างหน้าจะตรงกันข้ามกับเท้า  (นาง)วงจะแคบหรือใช้มือซ้ายจีบที่ชายพก มือขวา

ตั้ง วงล่างแล้วจีบปล่อยข้าง และจะไม่กันเข่า (เมื่อก้าวเท้าจะเดินมือสลับกัน )

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ท่ารำ ไหว้” มือทั้งสองพนมมือไหว้และกรีดปลายนิ้วเปิดออกให้สวยงาม

    3. ท่าซึ่งแสดงถึงอารมณ์ภายใน  เป็นท่ารำเพื่อสื่อความหมาย ให้เข้าใจถึงอารมณ์

ความรู้สึกภายในของตัวละครให้ผู้ชมเข้าใจ  เช่น  อารมณ์รัก โกรธ เศร้าโศก เสียใจ

และยินดี เป็นต้น 

                        

 

 

 

 

 

“ท่ารำ รัก” แบมือทั้งสองข้างไขว้มือให้ทาบ อยู่ที่ฐานไหล่ทั้งสองข้าง กรีดปลายนิ้วให้         สวยงาม เอียงศีรษะและลำตัวเล็กน้อย

 ท่ารำ ยิ้ม” เป็นท่าน่าจะมาจากการยิ้มหรือหัวเราะ โดยใช้มือปิดปากในสมัยก่อน ดังนั้น    ท่ารำจึงจีบมาไว้ที่ปาก ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจีบหลัง จีบหงายที่ชายพก หรือเท้าสะเอวก็ได้

                             

 

 

 

 

 

“ท่ารำ โกรธ” ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างหนึ่ง ถูเบาๆ ที่ข้างแก้ม บริเวณขากรรไกรถึงหลังหู

­มืออีกข้างหนึ่งอาจจีบที่ชายพก หรือเท้าสะเอวก็ได้ ถ้าโกรธมากๆ อาจใช้การกระทืบเท้า ประกอบด้วย

 

 

 

 

 

 

  “ท่ารำ เศร้า” มือแบทั้งสองข้าง ไขว้แขนทาบไว้ที่หน้าท้อง (ถ้าเดิน) จะเขยกเท้าให้

ตัวเซเล็กน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  “ท่ารำ ร้องไห้” ใช้มือซ้ายแบมือ โดยใช้บริเวณระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ กดบริเวณ

ขอบหน้าผากไว้ มือขวาแบมือแตะที่ชายพก จะนั่งหรือยืนก็ได้ ท่ารำนี้ ใช้เฉพาะ

มือซ้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    “ท่ารำ อาย”(นาง) มือข้างหนึ่งแตะที่ข้างแก้ม มืออีกข้างหนึ่งจีบหลัง (พระ) ยืนแตะเท้าข้างใดข้างหนึ่ง มือทั้งสองจับสนับเพลาหรือโจงกระเบนรั้งขึ้นแกว่งไหล่เล็กน้อย

 

 

นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์ คือ กลุ่มคำที่ใช้เรียกวิธีปฏิบัติท่าทางของนาฏศิลป์ ถูกต้องตามแบบแผนจึงจะเกิดความสวย  การร่ายรำนับว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่กับมนุษย์  ซึ่งแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ  วัฒนธรรมประเพณี การดัดแปลงมาจากท่าทางการเคลื่อนไหวของคน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติโดยให้สัมพันธ์กับจังหวะ และบทเพลงได้อย่างกลมกลืน

“นาฏยศัพท์” ที่ควรรู้จัก

จีบ ใช้นิ้วหัวแม่มือ จรดข้อสุดท้ายของนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดออกตึง คล้ายรูปพัด เวลาจีบต้องหักข้อมือ  เข้าลำแขนเสมอ

จีบหงาย ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือขึ้น        จีบคว่ำ  ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือ

ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นด้านบน ข้อมือลง ให้              คว่ำ ให้ปลายนิ้วชี้ลงพื้น

จีบปรกหน้า   หันจีบเข้าหาหน้าผาก ทั้งแขนและมือชูอยู่ข้างหน้า ยกลำแขน

ส่วนบนเล็กน้อย  ระดับของจีบตัวนางและตัวพระจะต่างกัน
จีบปรกข้าง   คล้ายๆจีบปรกหน้า แต่ลำแขนอยู่ข้างๆ หันจีบเข้าหา ศีรษะ

จีบหลัง ส่งจีบไปข้างหลังโดยให้ลำแขนตึงและหงายจีบขึ้น

การตั้งวง

“ตั้งวง”คือ การยกแขนให้ได้ส่วนโค้ง โดยตั้งข้อมือทั้งสอง 5 นิ้ว แต่หักนิ้วหัวแม่มือ เข้าฝ่ามือเล็กน้อย ข้อมือต้องหักเข้าหาลำแขนเสมอ การตั้งวง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ วงบน วงหน้า วงกลาง วงล่าง

วงบน   (นาง) ปลายนิ้วอยู่ระดับหางคิ้ว (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับแง่ศีรษะ

วงกลาง (นาง) ปลายนิ้วสูงระดับไหล่  (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับเดียวกับตัวนางแต่

กันข้อศอกออกng
วงล่าง  ให้ลดปลายนิ้วลงระดับชายพก  ตัวพระต้องกันศอกโค้งออกจากลำตัว

วงหน้า(นาง)ลำแขนโค้งไปด้านหน้าปลายนิ้วอยู่ระดับปาก (พระ) ลำแขนโค้ง

ไปด้านหน้า ปลายนิ้วอยู่ ระดับแก้ม  กันศอกเล็กน้อย

การวางส้นเท้า เป็นลักษณะของเท้าที่ยกพื้นเล็กน้อย แล้ววางด้วยส้นเท้าเบา ๆ

เชิดปลายเท้าขึ้น

การยกเท้า (ยกหน้า) ท่าสืบเนื่องจากการประเท้า  ยกเท้าหน้าจากพื้นเล็กน้อย

เชิดปลายเท้าขึ้น  หักข้อเท้าเข้าหาลำขา  สำหรับตัวพระต้องกันเข่าออกข้าง (โดย

ปฏิบัติท่าที่ 1  ต่อเนื่องไปท่าที่ 2)

ท่าที่ 1
ก้าวหน้าลักษณะของเท้าที่เท้าวางอยู่ด้านหลังยกเท้าพ้นพื้นเล็กน้อย แล้ว  กระแทกจมูกกับพื้นเบาๆ (ตัวพระ) ต้องกันเข่าออกข้างกระแทกจมูกเท้ากับพื้นเบาๆ

นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์ คือกลุ่มคำที่ใช้เรียกวิธีปฏิบัติท่าทางของนาฏศิลป์ ถูกต้องตามแบบแผนจึงจะเกิดความสวย  การร่ายรำนับว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่กับมนุษย์  ซึ่งแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ  วัฒนธรรมประเพณี การดัดแปลงมาจากท่าทางการเคลื่อนไหวของคน สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติโดยให้สัมพันธ์กับจังหวะ และบทเพลงได้อย่างกลมกลืน

“นาฏยศัพ” ที่ควรรู้จัก

จีบ ใช้นิ้วหัวแม่มือ จรดข้อสุดท้ายของนิ้วชี้ นิ้วที่เหลือกรีดออกตึง คล้ายรูปพัด เวลาจีบต้องหักข้อมือ  เข้าลำแขนเสมอ

จีบหงาย ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือขึ้น        ลักษณะของจีบที่พลิกข้อมือ

ให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นด้านบน ข้อมือลง ให้              คว่ำ ให้ปลายนิ้วชี้ลงพื้น
จีบปรกหน้า   หันจีบเข้าหาหน้าผาก ทั้งแขนและมือชูอยู่ข้างหน้า ยกลำแขน

ส่วนบนเล็กน้อย  ระดับของจีบตัวนางและตัวพระจะต่างกัน

จีบปรกข้าง    คล้ายๆจีบปรกหน้า แต่ลำแขนอยู่ข้างๆ หันจีบเข้าหา ศีรษะ

จีบหลัง    ส่งจีบไปข้างหลังโดยให้ลำแขนตึงและหงายจีบขึ้น

การตั้งวง
“ตั้งวง” คือ การยกแขนให้ได้ส่วนโค้ง โดยตั้งข้อมือทั้งสอง 5 นิ้ว แต่หักนิ้วหัวแม่มือ เข้าฝ่ามือเล็กน้อย ข้อมือต้องหักเข้าหาลำแขนเสมอ การตั้งวง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ วงบน วงหน้า วงกลาง วงล่าง

วงบน<  (นาง) ปลายนิ้วอยู่ระดับหางคิ้ว (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับแง่ศีรษะ
วงกลาง  (นาง) ปลายนิ้วสูงระดับไหล่  (พระ) ปลายนิ้วอยู่ระดับเดียวกับตัวนางแต่กันข้อศอกออก
ให้ลดปลายนิ้วลงระดับชายพก  ตัวพระต้องกันศอกโค้งออกจากลำตัว
วงหน้า(นาง)ลำแขนโค้งไปด้านหน้าปลายนิ้วอยู่ระดับปาก (พระ) ลำแขนโค้ง

ไปด้านหน้า ปลายนิ้วอยู่ ระดับแก้ม  กันศอกเล็กน้อย

การวางส้นเท้า  เป็นลักษณะของเท้าที่ยกพื้นเล็กน้อย แล้ววางด้วยส้นเท้าเบา ๆ

เชิดปลายเท้าขึ้น

การยกเท้า(ยกหน้า) ท่าสืบเนื่องจากการประเท้า  ยกเท้าหน้าจากพื้นเล็กน้อย

เชิดปลายเท้าขึ้น  หักข้อเท้าเข้าหาลำขา  สำหรับตัวพระต้องกันเข่าออกข้าง (โดย

ปฏิบัติท่าที่ 1  ต่อเนื่องไปท่าที่ 2)

การก้าวเท้าในทางนาฏศิลป์ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ก้าวหน้า  ก้าวไขว้  และ

ก้าวข้าง

ก้าวหน้า การวางเท้าบนพื้นด้านหน้า  ให้ส้นเท้าที่วางอยู่ตรงหัวแม่เท้า ของเท้า

หลัง ระยะก้าวห่างกันประมาณคืบกว่าๆ<

ก้าวไขว้  คล้ายก้าวหน้า แต่ไขว้ขาที่ก้าวมาทางเท้าที่ยืนมากๆ  และเปิดส้นเท้าหลัง

ก้าวข้าง  การวางเท้าไปบนพื้นข้างๆ ส้นเท้าที่วางเหลื่อมจากหัวแม่เท้าที่ยืนห่าง

กัน ประมาณหนึ่งคืบ  สำหรับ (ตัวพระ)  ต้องกันเข่า  ส่วน (ตัวนาง) ต้องหลบเข้า

ด้านหลัง ไปข้างๆ

กริยาเท้าที่ปฏิบัติท่าต่อเนื่อง

จรดเท้า  ใช้จมูกเท้าข้างใดข้างหนึ่งแตะเบาๆ  ไว้กับพื้นด้านหน้า ยกส้นเท้าขึ้นพ้น

พื้น พอประมาณ
การสะดุดเท้า   เป็นท่าเชื่อมต่อจากการจรดเท้าที่แตะพื้น  เคลื่อนเท้าโดยเสือกจมูกเท้า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย  เท้าหลังยกส้นเท้าจากพื้นเล็กน้อย  ชะงักตัวแล้วรีบกลับให้  น้ำหนักอยู่เท้าหลัง
การกระทุ้งเท้าลักษณะของเท้าที่เท้าวางอยู่ด้านหลังยกเท้าพ้นพื้นเล็กน้อย แล้ว  กระแทกจมูกกับพื้นเบาๆ (ตัวพระ) ต้องกันเข่าออกข้างกระแทกจมูกเท้ากับพื้นเบาๆ

การกระดกเท้า  สืบเนื่องมาจากการกระทุ้งเท้าวิธีกระดกเท้าย่อเข่าที่ยกไปข้างหลัง

มากๆ  กระดกส่วนน่องขึ้นหักข้อเท้าลง

การกระดกเท้า< สืบเนื่องมาจากการกระทุ้งเท้าวิธีกระดกเท้าย่อเข่าที่ยกไปข้างหลัง

มากๆ  กระดกส่วนน่องขึ้นหักข้อเท้าลง

 

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s